วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

หลักการในการเริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษ  นั้น จะต้องเริ่มมาจากสิ่งต่อไปนี้

1.  ความมั่นใจในการพูด    หากคุณมีเด็กเล็ก..น้องๆ หรือหลานๆ ในบ้านคุณ  คุณจะเห็นได้ชัดว่าแม้แต่เด็กเล็กยังต้องการความมั่นใจในการเริ่มต้นพูด  เขาจะฟังคุณแม่ที่คอยกระตุ้นให้เขาพูด  แต่ยังไม่ยอมพูดจนกว่าเขาจะมั่นใจว่า  สิ่งที่คุณแม่สอนนั้น เขาเข้าใจได้ถูกต้อง เช่น ชี้คุณพ่อได้ถูกต้อง เมื่อคุณแม่ถามว่าคุณพ่ออยู่ไหน เป็นการทดสอบก่อนว่าสิ่งที่ได้ฟังมานั้นเข้าใจถูกหรือไม่ หากได้รับคำชมจากคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานคุณจะพบว่าเขาจะเริ่มเรียก “พ่อ” ตามสำเนียงของเขาได้  นั่นคือ ประสบการณ์ของเขาสอนให้เขารู้ว่า หากเขามีความมั่นใจแล้วและพูดออกมาได้ถูกต้อง เขาจะได้รับคำชม
ในทางกลับกัน  หากเขาพูดผิด และผู้ใหญ่หัวเราะด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อเด็กรู้สึกอายแล้ว สมองก็จะสั่งไม่ให้เขาพูด เขาก็จะไม่ยอมพูดออกมาจนกว่าจะมีความมั่นใจอีกครั้ง ดังนั้นคุณไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจิตใต้สำนึกของเราจึงสั่งให้เราเดินหนีฝรั่ง เมื่อเราไม่มั่นใจ เราจึงควรสร้างความมั่นใจด้วยการฝึกฝนเองหรือให้ครูที่มีประสบการณ์ในการสอน หรือมีจิตวิทยาในการสอน มาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้

2.  ความรู้ในสิ่งที่เราจะพูด  สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ  หากเราสามารถพูดได้ แต่ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขากำลังคุยกันอยู่  เราก็ใบ้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรอ่านหนังสือที่เป็นความรู้รอบตัว หรือหากเรามีความจำเป็นที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษเรา ก็ควรจะหาข้อมูล เกี่ยวกับสิ่งนั้น ที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วเตรียมดูคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง หรือหาครูภาษาอังกฤษมาช่วยสอนให้  เป็นการเตรียมการเพิ่มเติมความรู้ในสิ่งที่เราอาจจะต้องพูด

3.  การใช้คำที่เหมาะสม  หากคุณเคยพูดภาษาอังกฤษเล่นๆกับเพื่อน พูดถูกบ้างผิดบ้าง  เพื่อนก็เข้าใจคุณ  และคุณก็ไม่ได้ศึกษาว่าคำภาษาอังกฤษคำนี้เหมาะสมหรือไม่  หาก จะใช้กับแขกต่างประเทศหรือใช้ในที่ทำงาน  ถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ  คุณก็ใบ้ได้อีกเช่นกันว่าเราควรจะพูดประโยคนี้ดีหรือไม่ เหมาะสมหรือเปล่า เป็นภาษาที่เขาใช้ในสังคมหรือไม่

1. นั่งสมาธิ
 หลังจากตื่นนอนตอนเช้าหรือช่วงก่อนนอนตอนกลางคืน ให้ฝึกนั่งสมาธิให้เป็นนิสัยอย่างน้อยสัก10 นาที ต่อครั้ง เพราะจะทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ คุณจะเป็นผู้ที่มีสติไม่หลงลืม มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ 

2. ฝึกหายใจลึกๆ ตามธรรมชาติแล้วสมองต้องการใช้ออกซิเจน 20-25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น ถ้าสามารถหายใจเข้าไปได้ลึกเท่าไรก็จะยิ่งส่งพลังงานไปยังสมองได้มากขึ้น เทคนิคที่จะช่วยให้หายใจได้ลึกยิ่งขึ้นคือการนั่งหลังตรง โดยเฉพาะถ้าต้องนั่งทำงานนานๆ นอกจากนี้อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดและเดินทางไปสู่สมองได้เพิ่มขึ้น

3. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ เพราะเมื่อยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา เป็นผลดีต่อการทำงานของสมองไปในตัว

4. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันและใส่ความตั้งใจเข้าไปด้วย การพยายามเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน จะทำให้สมองมีโอกาสทำงาน บริหารร่างกายอยู่เสมอ เปรียบเทียบไปแล้วก็เหมือนกับการที่เราขยับเขยื้อนร่างกายตลอดเวลา เพราะถ้านอนนิ่งอยู่เฉยๆ ทุกวันต้องเป็นง่อยชัวร์ เรียนรู้ไม่ได้หมายถึงการเรียนจากหนังสืออย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น การพยายามเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง การทำอาหารเมนูใหม่ๆ การคบเพื่อนคนใหม่ๆ ศึกษานิสัยของเขาเป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่เป็นการเรียนรู้ทั้งสิ้น นอกจากนั้นเรายังต้องใส่ความตั้งใจไปในทุกการกระทำที่เป็นไปได้ด้วย ระหว่างวันสมองก็จะพยายามปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ ได้



5. เขียนบันทึกประจำวัน นอกจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันแล้ว เรายังควรลงมือจดบันทึกสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆ ในแต่ละวันลงในสมุดบันทึกด้วย บางวันมีสิ่งที่น่าจดจำมากก็อาจจะจดมากหน่อย บางวันนอนเฉื่อยอยู่บ้านทั้งวันก็อาจจะน้อยหน่อย การขีดเขียนเป็นประจำแบบนี้ช่วยบริหารสมองไปโดยอัติโนมัติ นอกจากนั้น ถ้าสมองคุณคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน จะช่วยให้สมองคิดเชิงบวกเป็นนิสัยจนหลั่งสารเคมีที่ดีๆ ออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

6. จิบน้ำบ่อยๆ สมองของคนเราประกอบด้วยน้ำ 85% ดังนั้นถ้ามีน้ำไปหล่อเลี้ยงสมอในปริมาณมากเพียงพอ เซลล์สมองก็จะแข็งแรง ไม่แห้งเหี่ยวจะคิดจะทำอะไรก็จะไวไม่แพ้คนอื่น

7. รับประทานไขมันดี อันที่จริง สมองก็คือก้อนไขมันซึ่งก็มีส่วนสึกหรอเกิดขึ้นได้เสมอ จึงจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน คุณจึงควรรับประทานไขมันชนิดดี เช่น สารสกัดใบแปะก๊วย น้ำมันปลา ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง เป็นต้น

8. ให้อภัยตัวเองและคนรอบข้าง ถ้าเรามัวแต่โมโหโกรธาคนโน้นคนนี้ รวมไปถึงหงุดหงิดตัวเองเมื่อทำอะไรผิดพลาดด้วย ก็จะทำให้เปลืองพลังงานสมอง เพราะเหมือนต้องแบกภาระไว้หนักอึ้งตลอดเวลา การรู้จักให้อภัยจะเป็นการลดภาระของสมอง ทำให้สมองทำงานได้เริ่ดขึ้น แข็งแรงขึ้น
 1. ต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือซะก่อนนะจ๊ะ หากมีทัศนคติที่แย่ๆ ต่อการอ่านหนังสือแล้ว อ่านถึง 10 รอบก็ไม่มีทางจำได้ อ่านเยอะอย่างไรก็ไม่เข้าหัวหรอก
2. เมื่อมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือแล้ว ก็ต้องมาสร้างแรงจูงใจในการอ่านหนังสือด้วย แรงจูงใจจะเป็นตัวผลักดัน และกระตุ้นให้เพื่อนๆ มีความอยากในการอ่านหนังสือ วิธีการสร้างแรงจูงใจก็คือพยายามคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราอ่านหนังสือสำเร็จ เช่น ถ้าเราตั้งใจอ่านหนังสือและเตรียมความฟิตให้ตัวเองจนพร้อมแล้ว เราก็สามารถตะลุยข้อสอบได้ ผลก็คือได้คะแนนเป็นที่น่าพอใจ จากจุดนี้ก็จะทำให้เพื่อนๆ ได้เกรดสูงๆ หรือไม่ก็ Admissions ติด พ่อ แม่ พี่ น้อง ก็จะดีใจ หรืออาจจะได้รับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากท่านอีกก็ได้
3. พยายามสรุปเรื่องที่เราอ่านแล้วจำเป็นรูปภาพ ปกติแล้วมนุษย์จะจำเรื่องราวทั้งหมดเป็นรูปภาพ หลายๆ วิชาที่ไม่มีรูปภาพประกอบทำให้เราอ่านแล้วไม่สามารถจินตาการ หรือจดจำได้ ให้เพื่อนๆ สรุปเรื่องที่เราอ่านแล้ว นำมาทำเป็น My map เพื่อเชื่อมโยงในส่วนที่สัมพันธ์กัน และวาดให้เป็นความเข้าใจของตัวเอง จะทำให้จำได้แม่นขึ้น
4. หาเวลาติวให้เพื่อน เป็นวิธีการทบทวนความรู้ไปในตัวได้ดีที่สุด เพราะเราจะสอนออกมาจากความเข้าใจของตัวเราเอง หากติวแล้วเพื่อนที่เราติวให้เข้าใจ ถือว่าเราแตกฉานในความรู้นั้นได้อย่างแท้จริง
5. เน้นการตะลุยโจทย์ให้เยอะๆ พยายามหาข้อสอบย้อนหลังมาทำให้ได้มากที่สุด เพราะการตะลุยโจทย์จะทำให้เราจำได้ง่ายกว่าการอ่านเนื้อหา
6. เตรียมตัว และให้ความสำคัญในการอ่านหนังสือในวิชาที่เราถนัดมากกว่าวิชาที่ดันไม่ขึ้น เพื่อนๆ หลายคนเข้าใจผิด ไปทุ่มเทเวลาให้กับวิชาที่เราไม่ถนัด วิชาไหนที่เราไม่ถนัด ดันยังไงมันก็ไม่ขึ้น เสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปทุ่มให้กับวิชาที่เราทำได้ให้ชัวร์ดีกว่า จะได้เอาคะแนนไปถัวเฉลี่ยกับวิชาอื่นๆ แบบนี้เข้าท่ากว่าเยอะนะ
7. สมาธิเป็นสิ่งสำคัญมากในการอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพ ต้องมีสมาธิดี ใครที่สมาธิสั้น จะจำยาก ลืมง่าย ใครสมาธิดี จะจำง่าย ลืมยาก การอ่านหนังสือ ต้องอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย ชั่วโมงครึ่ง 30 นาทีแรกจิตใจของเรากำลังฟุ้ง ให้พยายามปรับให้นิ่ง 60 นาทีหลัง ใจนิ่งมีสมาธิแล้ว ก็พร้อมรับสิ่งใหม่ เข้าสู่สมอง ที่สำคัญอย่าเอาขยะมาใส่หัว ห้ามคิดเรื่องพวกนี้ซักพัก เช่น เรื่องหนัง , เกม , แฟน พยายามออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้จิตใจเรานิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

                                    โครงงานเรื่อง เปลือกผลไม้ลบคำผิด


ที่ปรึกษาโครงงาน   :   อาจารย์สมชาย  พรมขุนทอง
จัดทำโดย  :  1. นายสถาพร    รัตนา 2. นางสาวนิภาวรรณ  ปรีชา 3.นางสาวณัฐณิชา   แซ่หลิ่ม 4. นางสาวภัทรียา    วงศ์สุวัฒน    บทที่1  บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “เปลือกผลไม้ลบคำผิด” สามารถลบรอยคำผิดที่ติดอยู่ตามโต๊ะเรียน เก้าอี้ หรือพื้นให้สะอาดได้ โดยการใช้เปลือกผลไม้ ได้แก่ เปลือกมะกรูด เปลือกมะนาว เปลือกส้มโอ เปลือกส้มเขียวหวาน มาถูบริเวณที่มีรอยน้ำยาลบคำผิด ผลปรากฏว่ารอยน้ำยาลบคำผิดสามารถหลุดออกไป ทำให้บริเวณนั้นสะอาดขึ้น และยังเป็นการประหยัดและปลอดภัยต่อผู้ใช้อีกด้วย
       

กิตติกรรมประกาศ
        โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณ คุณครูรัฐพงษ์ พงศาปาน ที่ให้คำแนะนำให้คำปรึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการทำโครงงานขอขอบคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่ให้การช่วยเหลือและเสนอแนะให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดแสดงโครงงาน ให้ความอนุเคราะห์วัสดุอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง ตลอดจนวัสดุที่ใช้ในการจัดแสดง ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความรู้ที่ได้จากการทำโครงงานนี้ไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ให้กับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ตลอดจนขอขอบคุณบิดา มารดาและเพื่อนร่วมงานที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 

ที่มาและความสำคัญ
ในเขตชุมชนที่เราอาศัยอยู่นั้น มีการปลูกสวนมะนาวกันมาก เมื่อใช้ผลของมะนาวก็จะต้องปอกเปลือกออก เปลือกมะนาวที่เหลือไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ คณะผู้จัดทำจึงได้ลองนำเปลือกมาบีบเอายางที่อยู่ในเปลือกผลมะนาว แล้วนำมาเช็ดรอยน้ำยาลบคำผิดที่ติดอยู่บนโต๊ะ ปรากฏว่าสามารถลบรอยน้ำยาลบคำผิดนั้นได้ และได้ลองทดสอบกับเปลือกผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้แก่ ส้มโอ มะกรูด ส้มเขียวหวาน ปรากฏว่าสามารถลบรอยน้ำยาลบคำผิดนั้นได้
จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1. เพื่อศึกษาการนำเปลือกผลไม้มาใช้ในการลบรอยน้ำยาลบคำผิดบนโต๊ะ
2. เพื่อนำของเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
3. เพื่อนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งาน ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม
4. เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อฝึกฝนตนเองให้เป็นนักวิทยาศาสตร์
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
นำเปลือกผลไม้มาทดลอง 4 ชนิด ได้แก่ เปลือกมะกรูด ส้มเขียวหวาน มะนาว
และส้มโอ โดยการถูรอยน้ำยาลบคำผิด ( ลิควิดเปเปอร์ : liquid paper ) ที่ติดตาม
โต๊ะเรียน เก้าอี้ แผ่นไม้ เปรียบเทียบความสามารถในการหลุดลอกของน้ำยาลบคำผิดลิควิดเปเป้อร์ ( ลิควิดเปเปอร์ : liquid paper )
สถานที่ศึกษา
ที่บ้าน และ ที่ร.ร. สวีวิทยา
                                                                   บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1. มะกรูด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus hystrix DC.
ชื่อวงศ์ : RUTACEAE
ชื่อสามัญ : Leech Lime, Mauritius Papeda, Kaffir Lime, Porcupine Orange
ชื่อท้องถิ่น
• ภาคเหนือ เรียก มะขูด, มะขุน
• ภาคใต้ เรียก ส้มกรูด, ส้มมั่วผี
• เขมร เรียก โกร้ยเขียด
• กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียก มะขู
ลักษณะทั่วไป มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง ใบ เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว สีเขียวหนา มีลักษณะคอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน ใบสีเขียวแก่ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย ผล มีหลายแบบแล้วแต่พันธุ์ผลเล็กเท่ามะนาว ผิวขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่หัวการปลูก มะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณทางยา
• ผิวผลสดและผลแห้ง รสปร่า หอมร้อน สรรพคุณแก้ลมหน้ามืด แก้วิงเวียน บำรุงหัวใจ ขับลมลำไส้ ขับระดู
• ผล รสเปรี้ยว มีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว ฟอกโลหิต ใช้สระผมทำให้ผมดกดำ ขจัดรังแค
• ราก รสเย็นจืด แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ แก้ลมจุกเสียด
• น้ำมะกรูด รสเปรี้ยว กัดเสมหะ ใช้ดองยามีสรรพคุณเป็นยาฟอกโลหิตสำหรับสตรี
• ใบ รสปร่าหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ช้ำใน และดับกลิ่นคาว
คติความเชื่อ มะกรูดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้าน โดยกำหนดปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) เพื่อผู้อยู่อาศัยจะได้มีความสุข และในบางตำราว่าเป็นความเชื่อของคนบ้านป่า ที่เดินทางด้วยเกวียนเทียม โคหรือกระบือเมื่อได้กลิ่นสาบเสือจะหยุดเดิน เจ้าของจะต้องขูดผิวมะนาวหรือมะกรูด ป้ายจมูกให้ดับกลิ่นสาบเสือก่อน โค กระบือจึงจะเดินต่อไป ดังนั้นการเดินทางสมัยก่อนผ่านป่า ผู้เดินทางจึงมักจะพกพามะนาวและมะกรูดติดตัวไปด้วยเสมอ ในพิธีกรรมการทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์สำหรับพรมหรืออาบผู้ป่วยใบมะกรูดเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ โดยใช้ร่วมกับใบส้มป่อย ใบเงินใบทอง ใบมะตูม หญ้าแพรก หมากผู้หมากเมีย ใบราชพฤกษ์ เชื่อกันว่าใบจากต้นไม้มงคลเหล่านี้จะช่วยปัดเป่าและบรรเทาเคราะห์โศกลงไปได้
2. มะนาว : Lime

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus aurantifolia
วงศ์ : Rutaceae
เริ่มแรกจากแถบเอเชีย พื้นที่ที่มีการเพาะปลูกส่วนมากเป็นเขตอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอิตาลี, บริเวณ แถบเอเชียตอนใต้และอเมริกา มะนาวเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 4.5 เมตร (15 ฟิต) ใบเรียบสีเขียว มีหนามแหลมคม และเล็ก มีดอกสีขาว มะนาวมีผลสีเขียวและมีหลายชนิด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว มะนาวถูกนำมาเผยแพร่ในทวีปยุโรป โดยมัวร์ และได้กระจายไปถึงประเทศอเมริกา น้ำมะนาวช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เนื่องจากน้ำ มะนาวมีวิตามินซีสูง ส่วนใหญ่ใช้แต่งกลิ่นและรสชาติ ในเครื่องดื่มอัลกอฮอล์และโคลา รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรม น้ำหอม
ส่วนที่ใช้ : ผิว
กลิ่น : สดชื่น, หวาน
อารมณ์ : สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ส่วนประกอบทางเคมี : citral, limonene, glutathione, terpineol, cymene, myrcene, a-pinene, B-pinene, sabinene, myrcene, limonene, y-terpinene, terpinolene, octanal, nonanal, tetradecanal, pentadecanal, trans-a-bergaptene, caryophyllene, B-bisabolene, geranial, neryl acetate, geranyl acetate, a-terpineo, linalool.
คุณสมบัติ : บยั้งเลือดออกตามไรฟัน, ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อไวรัส, ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ลดไข้, ซ่อมแซมและฟื้นฟูพละกำลัง
สรรพคุณ
ระบบทางเดินหายใจ : บรรเทาอาการเจ็บคอ, ช่วยลดอาการของไข้หวัด, อาการไอ
ระบบทางเดินอาหาร : กระตุ้นความอยากอาหาร, ช่วยย่อยอาหาร,
กล้ามเนื้อ / ข้อต่อ : บรรเทาอาการข้ออักเสบ
ผิวหนัง : สิว, ช่วยกระชับรูขุมขนสำหรับผิวมัน, ลดไขมันใต้ผิวหนัง, โรคผิวหนังเป็นเม็ดพุพองและลามออก
ระบบการหมุนเวียนโลหิต : บรรเทาอาการเส้นโลหิตดำโป่ง, เลือดคั่ง
ข้อพึงระวัง :
- หลังจากใช้แล้วห้ามถูกแสงแดดโดยตรง
3. ส้มโอ : Pomelo or Grapefruit
ชื่อวิทยาศาสตร์ : VCitrus maxima var. racemosa
วงศ์ : Rutaceae
ส้มโอ เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะนาว ส้ม และมีวิตามินซีสูง ซึ่งป้องกันการติดเชื้อ ใช้ในการบำบัดต่างๆ เช่น สิว รอยแผลเป็น ช่วยปรับสภาพผิว เหมาะกับผิวมัน กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม นอกจากนี้ยังช่วยในการ ลดไขมันใต้ผิวหนัง และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ น้ำมันหอมระเหยจากส้มโอ ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำสบู่ เครื่องสำอาง น้ำหอม และใช้ในการทำขนม เครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์ ทั้งให้ความหอมและเป็นการเพิ่มรสชาติ
ส่วนที่ใช้ : ราก
กลิ่น : ไอดิน และรากไม้
อารมณ์ : อบอุ่น
ส่วนประกอบทางเคมี : benzoic acid, vetiverol, furfurol, -vitivone, -etivone, vetivone vetivenyl vetivenate.
คุณสมบัติ : ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ฆ่าเชื้อโรค ผ่อนคลายความเครียด
สรรพคุณ
ระบบกล้ามเนื้อ / ข้อต่อ : บรรเทาอาการข้อต่ออักเสบ
จิตใจ / อารมณ์ : บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ช่วยให้นอนหลับง่าย ผ่อนคลายความตึงเครียด
ผิวหนัง : สิว ริ้วรอยที่เกิดจากวัย
ข้อพึงระวัง :
ไม่เป็นพิษ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย
4. ส้มเขียวหวาน
ส้มเขียวหวาน (Tangerine ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus reticulata Family: Rutaceae
ความสำคัญ
ส้มเขียวหวานเป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อนมีถิ่นกำเนิด แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ส้ม Satsuma mandarins มีถิ่นกำเนิดอยู่ในญี่ปุ่น ส้ม King mandarins มีถิ่นกำเนิดในจีน ส้ม Mediterranean mandarins มีถิ่นกำเนิดในอิตาลี และส้ม Common mandarins มีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ ส้มมีทรงพุ่มขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 2.5 -3 เมตร ปลูกได้ดีในดิน ทุกภาคของประเทศไทย ดินควรมีสภาพเป็นกรด – ด่าง ประมาณ 5.7-6.9 ส้มเขียวหวานเป็นไม้ผลที่คนไทยนิยมบริโภคทั่วไป ในปี พ . ศ . 2541 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 185,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้ว 101,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 283,000 ตัน / ปี ส่วนใหญ่จะผลิตขึ้นเพื่อบริโภคภายในประเทศ แต่ก็สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศปีละหลายสิบล้านบาท ปริมาณและมูลค่าการส่งออกมีดังนี้คือ ผลสด 154 ตัน มูลค่า 2.7 ล้านบาท น้ำส้มทุกชนิด 3.6 ตัน มูลค่า 33 ล้านบาท
ชนิดของกรด
สารที่เป็นกรดแบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้
1. กรดที่ได้จากพืช
2. กรดที่ได้จากแร่ธาตุ
กรดที่ได้จากพืช
จัดเป็นกรดอินทรีย์ซึ่งจะเกิดจากพืชโดยตรง เช่น น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำผลไม้ และกรดบางชนิดได้จากพืชโดยทางอ้อมซึ่งเกิดจากการหมักพืช เช่น น้ำส้มสายชู เป็นกรดชนิดที่ได้จากธรรมชาติ จึงนำมาบริโภคได้โดยไม่เกิดอันตราย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถสังเคราะห์กรดประเภทนี้จากแร่ธาตุได้ โดยมีสมบัติเช่นเดียวกับที่ผลิตได้จากพืช แต่นำมาบริโภคมากไม่ได้ เพราะจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย
กรดอินทรีย์ที่สำคัญได้แก่
1. กรดฟอร์มิก หรือกรดมด เตรียมครั้งแรกโดยนำมดมากลั่น มีสถานะเป็นของเหลว กลิ่นฉุน สัมผัสกับ ผิวหนังจะคันและบวม อาการคันหรือบวม เมื่อถูกมดกัดก็เพราะกรดฟอร์มิกนี้เอง กรดฟอร์มิกใช้ในอุตสาหกรรมย้อมหนัง ย้อมผ้า
2. กรดอะเซติก หรือกรดน้ำส้ม เป็นกรดที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรม ใช้เป็นตัวทำละลาย ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและยางสังเคราะห์ ใช้ทำน้ำส้มสายชู โดยนำกรดอะเซติกบริสุทธิ์มาเจือจางเหลือความเข้มข้นประมาณ 4.5 % ใช้ในอุตสาหกรรมทำตะกั่วขาว
3. กรดออกซาลิก เตรียมจากการใช้ขี้เลื่อยเผากับโซเดียมไฮดรอกไซด์กรดนี้เป็นของแข็งเป็นพิษ มีประโยชน์ใช้กำจัดสนิมและ รอยเปื้อน หมึกบนผ้าขาวใช้ฟอกสีลินินและฟางข้าวและใช้ขัดทองเหลือง ทองแดง
สมบัติของกรดที่ได้จากพืช
ก. เมื่อทดสอบด้วยเจนเซียนไวโอเลตที่มีสีม่วงจะไม่เปลี่ยนสีของเจนเซียน
ไวโอเลต(น้ำยาป้ายลิ้นสีม่วง)
ข. ส่วนใหญ่มีสมบัติเป็นกรดอ่อน มีฤทธิ์กัดกร่อนน้อย
ค. เป็นกรดที่ใช้ในการปรุงอาหารแต่งรสอาหารหรือเครื่องดื่มได้
                                                                    บทที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง
1. เปลือกผลไม้ ( มะกรูด , มะนาว , ส้มโอ , ส้มเขียวหวาน )
2. มีดปอกผลไม้
3. แผ่นไม้
4. น้ำยาลบคำผิด ( ลิควิดเปเปอร์ liquid paper )
วิธีการทดลอง
1. นำแผ่นไม้มาแบ่งพื้นที่ทดลอง 4 ส่วน
2. นำน้ำยาลบคำผิด ( ลิควิดเปเปอร์ liquid paper ) มาขีดเขียนให้เท่าๆกัน
3. หั่นเปลือกผลไม้ทั้ง 4 ชนิดในปริมาณที่เท่าๆกัน
4. นำเปลือกผลไม้ทั้ง 4 ชนิด มาถูบริเวณที่ติดน้ำยาลบคำผิด
5. เปรียบเทียบว่าเปลือกผลไม้ชนิดใดสามารถลบรอยน้ำยาลบคำผิดได้ดี
                                                                  บทที่ 4
ผลการทดลอง
ชนิดเปลือกผลไม้ ความสามารถในการลบคำผิด
1. เปลือกมะกรูด ดีที่สุด
2. เปลือกส้มโอ ดี
3. เปลือกมะนาว ปานกลาง
4. เปลือกส้มเขียวหวาน พอใช้
                                                                            บทที่ 5
สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
เปลือกผลไม้สามารถลบรอยน้ำยาลบคำผิดที่ติดอยู่ตามโต๊ะหรือพื้นได้ โดยพบว่าเปลือกมะกรูดมีความสามารถในการลบคำผิดได้ดีที่สุด รองลงมา เปลือกส้มโอ เปลือกมะนาว เปลือกส้มเขียวหวาน ตามลำดับ
ประโยชน์
1. ทำให้โต๊ะหรือพื้นที่ติดรอยน้ำยาลบคำผิดหลุดออกและสะอาดขึ้น
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องไปซื้อสารเคมีมาลบรอยน้ำยาลบคำผิด
3. เป็นการรักษาพื้นโต๊ะหรือเก้าอี้ไม่ให้เป็นรอย
4. ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ เพราะเปลือกผลไม้ได้จากธรรมชาติ
ข้อเสนอแนะ
1. ลองทดสอบเปลือกผลไม้ชนิดต่างๆในการลบรอยน้ำยาลบคำผิด
2. ทำการศึกษาสารเคมีในเปลือกผลไม้ว่ามีผลต่อการลบคำผิดอย่างไร
บรรณานุกรม


วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

1. ครุ่นคิดถึงสิ่งนั้น ๆ อย่างน้อย 8 วินาที ในทุกวันนี้เรามักจะคิดถึงสิ่งต่างในสมองอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการที่เราจดจ่อ ครุ่นคิดถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่ต้องการจดจำเป็นเวลาอย่างน้อย 8 วินาที จะทำให้สมาธิของเราวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลา 8 วินาทีนั้น ก็คือเวลาขั้นต่ำสุดที่สมองของเราจะย้ายข้อมูลหนึ่ง ๆ จากส่วนความจำระยะสั้น ไปเก็บไว้ยังส่วนความจำระยะยาว 2. เลี่ยงการเดินผ่านประตู เคยไหมเมื่อเราเดินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง แล้วก็เกิดลืมอย่างกะทันหันว่าจะเข้ามาทำอะไรในห้อง ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะการเดินผ่านประตูนั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้หัวของเราว่างเปล่า โดยจากการทดลองโดยให้ผู้เข้ารับการทดลองนำวัตถุสิ่งหนึ่งเข้าไปวางในห้องแล้วเดินออกมา เมื่อเราถามเขาทันทีที่ก้าวพ้นประตู พบว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะลืมไปแล้วว่าวัตถุนั้นคืออะไร มากกว่ากลุ่มคนที่เดินออกจากวัตถุในระยะทางเท่ากัน แต่ยังอยู่ภายในห้องนั้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าการเดินเข้าสู่สถานที่แห่งใหม่นั้น จะมีลักษณะเหมือนการรีสตาร์ทสมองของเรานั่นเอง 3. ใช้มือข้างที่ถนัดในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างแรก หากเรามีปัญหาในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ในการทำงานนั้น การทำให้ร่างกายของเราจดจำสิ่งนั้น ๆ ได้ก่อน จะช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการศึกษาได้พบว่า หากเราเป็นคนถนัดขวา เรามักจะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือขวาเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะจดจำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งหากเราต้องการที่จะระลึกสิ่งต่าง ๆ ได้ ให้ลองใช้มือซ้ายของเราจับต้องสิ่งเหล่านั้นสักพัก ราว 45 วินาที เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกบีบอัดอยู่ในหัวค่อย ๆ ไหลออกมา 4. ออกกำลังกาย นักวิทยาศาสตร์มองว่าการออกกำลังกายเป็นหนทางออกสำหรับทุกปัญหา ซึ่งรวมถึงปัญหาในด้านความจำ เพราะการลงมือกระทำทางกายภาพจะเพิ่มความตื่นตัว และเพิ่มออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์ในสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความทรงจำ โดยจากการศึกษาพบว่า หลังจากการออกกำลังกายเบา ๆ จะทำให้ผู้หญิงสามารถจำจดสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าช่วงก่อนออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงที่ออกกำลังกายมาตลอดช่วง 6 เดือนนั้น จะมีการพัฒนาความจำในส่วนของภาษาและสภาพแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย 5. การนอนหลับ นักเรียนที่อยู่ในช่วงมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยส่วนมาก มักจะใช้เวลาทั้งคืนก่อนสอบใหญ่ไปกับการเคร่งเครียดอ่านหนังสือจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยที่พวกเขาอาจจะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว การนอนให้พอตลอดทั้งคืนนั้นย่อมให้ผลที่ดีกว่าการอ่านหนังสือจนถึงเช้า เพราะจากการศึกษาพบว่า ในขณะที่เราหลับ สมองของเราจะมีกระบวนการประมวลผลความคิดต่าง ๆ ที่ระดมเข้ามา เพื่อละทิ้งข้อมูลที่ไม่สำคัญ และช่วยเพื่อการจดจำข้อมูลที่สำคัญขึ้นเป็น 2 เท่า เช่นเนื้อหาในการสอบวันรุ่งขึ้นของเรา และรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นลงไปในส่วนความจำระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่สมองไม่สามารถทำได้หากเราฝืนตื่นอ่านหนังสือจนถึงเช้า 6. ใช้แบบอักษรประหลาด ๆ ในหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ หรือตามอินเทอร์เน็ต ผู้คนมักจะทำให้ข้อความต่าง ๆ ดูโดดเด่นและง่ายต่อการอ่านด้วยการเพิ่มขนาดตัวอักษรและทำตัวหนา ขณะที่นักวิจัยกลับพบว่า ที่จริงแล้วตัวอักษรใหญ่ ๆ และตัวหนานั้นกลับจะทำลายความสามารถในการจำของเรา ขณะที่การใช้แบบตัวอักษรแปลก ๆ นั้น เป็นหนทางที่จะช่วยทำให้เราจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดีที่สุด เพราะมันอ่านยากกว่า และต่างไปจากความเคยชิน ทำให้เราถูกบังคับให้จดจ่ออยู่ภับคำที่เขียวด้วยแบบอักษณแปลก ๆ นั้น จนสามารถจำมันง่ายขึ้น 7. เคี้ยวหมากฝรั่ง เชื่อหรือไม่ว่า หมากฝรั่งช่วยทำให้เราจดจำข้อมูลภาษาและเสียงได้ดีขึ้น เมื่อเราเคี้ยวหมากฝรั่งไปพร้อม ๆ กับการพยายามจดจำข้อมูลต่าง ๆ เพราะการเคี้ยวนั้นช่วยทำให้เรามุ่งเป้ามายังสิ่งที่เราต้องการจะจำมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้เหมาะสำหรับการจำสิ่งที่ต้องการเวลาจดจำนาน ราว 30 นาที ขณะที่การจดจำระยะสั้น การไม่เคี้ยวหมากฝรั่งจะให้ผลดีกว่า 8. เขียนสิ่งที่ต้องทำด้วยมือ ขณะที่ทุกวันนี้คนมักจะนิยมการบันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้ในโทรศัพท์ หรือในคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เบอร์โทรศัพท์ นัดหมายสำคัญ หรือแม้แต่สิ่งที่ต้องทำ เราจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเราแทบจะจดจำข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้สักอย่างเดียว ดังนั้นหากเราต้องการจดจำข้อมูลใด ๆ นั้น ขอแนะนำให้เขียนสิ่งเหล่านั้นใส่กระดาษด้วยลายมือของเราเอง ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่เคยกลับมาอ่านสิ่งที่เขียนไว้เลย แต่จากการศึกษาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า การที่เราลงมือเขียนข้อมูลบางอย่างนั้น จะช่วยให้เราจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง 9. เลี่ยงการเปิดเพลงขณะเรียนหรือทำงาน คงมีหลายคนที่ชอบการเปิดเพลงฟังขณะที่กำลังอ่านหนังสือเรียน หรือในขณะที่กำลังทำงาน เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้จำเนื้อหาที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว นักวิจัยพบว่าการรับฟังเสียงรบกวนใด ๆ รวมทั้งการฟังเพลงนั้น จะทำให้เราไขว้เขวจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และจะทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่เราอ่านไปได้น้อยลงในเวลาต่อมา เพราะเสียงเหล่านั้นทำให้เราเสียสมาธิได้ไม่ต่างจากการที่มีคนมาตะโกนข้างหูตลอดเวลา สำหรับคนที่เคยชินกับการฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ เราอาจจะรู้สึกแปลก ๆ บ้างหากต้องนั่งอ่านหนังสือท่ามกลางความเงียบสงบ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่า ในจะให้ผลที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน 10. จินตนาการ การใช้จินตนาการมาช่วยสร้างความจดจำนั้น เป็น 1 ในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจำบางสิ่งบางอย่าง เพราะเป็นการที่เรานำข้อมูลต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับภาพที่เรามองเห็น ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการเรียกข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งถูกเรานำมาเชื่อมโยงเป็นภาพที่มองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนในสมองของเรา 11. วาดรูปเล่นแก้เบื่อ หากเรากำลังนั่งเบื่ออยู่ภายในห้องเรียนหรือระหว่างการประชุม ลองหยิบดินสอมาวาดรูปเล็ก ๆ บนเอกสารของเราดูสิ แม้ว่าการวาดรูปเล่นนั้นจะดูเหมือนเราไม่ให้ความสนใจต่อการเรียนหรือการประชุมตรงหน้า แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วการที่เราแอบวาดรูปเล่นนั้นเป็นการทำให้สมองของเรามีการทำงาน ขณะที่การนั่งฟังเฉย ๆ ความเบื่อจะทำให้สมาธิของเราหลุดออกจากเนื้อหาที่ได้ฟังไปในที่สุด จนทำให้จดจำข้อมูลเหล่านั้นได้น้อยกว่าคนที่นั่งวาดรูปเล่นเสียอีก ดังจะเห็นได้จากการทดลองที่ให้คนกลุ่มหนึ่งวาดรูปเล่นขณะนั่นฟังเทปการสนทนาที่น่าเบื่อ ขณะที่คนอีกกลุ่มไม่วาด พบว่า กลุ่มที่วาดรูปเล่นสามารถจำเนื้อหาได้มากถึง 29% ซึ่งมากกว่าอีกกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด
1.คัดสรรสิ่งดีๆ เข้าบ้าน เริ่มต้นสุขภาพดีง่ายๆ ด้วยการเลือกซื้ออาหาร ขนม ผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายไว้ให้ทุกคนในบ้านได้รับประทานกัน เพราะอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ว่าครอบครัวจะได้รับคุณค่าจากอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ 2.ดื่มน้ำให้มากขึ้น ตามมาด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว 3.กินอาหารให้ครบทุกสิ่ง (ที่ธรรมชาติมี) การรับประทานอาหารให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมีนั้น หมายถึง การรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวผักคะน้า สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการรับประทานเฉพาะสิ่งที่ชอบเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณได้อีกด้วย 4.กินอาหารที่มีประโยชน์ ควรเลือกรับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดี และย่อยง่าย เป็นอาหารที่หาง่ายและเหมาะกับทุกคนในครอบครัว 5.ดื่มนมให้เหมาะสมกับวัย กรดื่มนม นมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เด็กควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่ควรดื่มนมพร่องมันเนย วันละ 1-2 แก้ว เพราะนมคือสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย 6.เลือกกินให้เป็น การกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารที่มีไขมัน และอาหารประเภททอด ผัด หรือแกงกะทิแต่พอควร รวมไปถึงอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ย่าง (ที่ไม่ไหม้เกรียม) ด้วย 7.พอประมาณหวานและเค็ม หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีรสหวานมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด รสเค็มจัดก็เช่นกัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น 8.งดเหล้าต่ออายุ ควรงดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งในหลอดอาหาร และโรคร้ายอีกมาก 9.ใส่ใจน้ำหนักตัว การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากความอ้วน 10.พักผ่อนให้เพียงพอ รู้จักบริหารจัดการกับความวิตกกังวล และพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนมีความสำคัญมากกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายคนเรา เพราะเมื่อได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ร่างกายก็จะมีความสดชื่น พร้อมสำหรับการทำงาน สมองมีความปลอดโปร่ง ก็จะสามารถคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดี 11.ให้เวลาดีๆ กับตัวเอง ในยุคที่รายล้อมไปด้วยความกดดัน และความวุ่นวายต่างๆ เราควรหาช่วงเวลาดีๆ ในการหยุดพักความวุ่นวายจากภารกิจประจำวัน หยุดพักชีวิตจากเทคโนโลยี และลองมองกลับเข้าหาธรรมชาติรอบๆ ตัวกันดูบ้าง เช่น การนั่งพักผ่อนกับพื้นหญ้า เดินบนพื้นดินด้วยเท้าเปล่าในสถานที่อากาศถ่ายเทดี อย่างเช่น สวนสาธารณะยามเช้า หยุดคิดเรื่องของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนทั้งกายและใจอย่างแท้จริง
รอยฝัน ตะวันเดือด เป็นเรื่องราวของ ริว โซเรียวลำดับที่ 20 แห่งตระกูลโอะนิซึกะ ริวได้รับการยอมรับในเรื่องการทำงาน แต่เรื่องหัวใจเขากลับถูกปฏิเสธการแต่งงานจาก มายูมิ หญิงสาวที่ทางผู้ใหญ่เลือกไว้ให้เป็นคู่ครอง ริว เป็นผู้ชายที่ไม่เคยถูกผู้หญิงปฏิเสธมาตลอดชีวิต เค้าจะยอมให้เธอมาลบเหลี่ยมคงเป็นไปไม่ได้ เมื่อรู้ว่า ยูจิ บุตรชายของผู้บัญชาการตำรวจกำลังให้ความสนใจมายูมิอยู่ด้วย ส่วนมายูมิปฏิเสธริวผู้ยิ่งใหญ่เพราะตลอดเวลา 7 ปี ที่ผ่านมาริวไม่เคยสนใจเธอเลยในฐานะคู่หมั้นที่ควรจะคบกันแบบคู่รัก แต่จริง ๆ แล้วริวแกล้งไม่สนใจเธอตลอดเวลาที่เธอเป็นนักศึกษาแพทย์ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับเธอ แต่เขาก็ปากแข็งไม่ยอมบอกมายูมิ ทำให้มายูมิเข้าใจผิดมาตลอดว่าเขาไม่เคยสนใจเธอเลย แต่ทำทุกอย่างเพียงแค่ต้องการทำตามผู้ใหญ่เท่านั้น ถึงแม้ในใจมายูมิเองก็เจ็บปวดที่จะต้องตัดใจจากผู้ชายที่เธอรักเขามาตลอดเช่นกัน มายูมิจึงลองเสนอคำท้าให้ริวทำให้เธอรักให้ได้ เพราะเธอจะไม่ยอมแต่งงานกับเขาอย่างเด็ดขาดหากปราศจากความรัก ริวรับคำท้าว่าจะเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับมายูมิ ทั้งคู่จึงได้ออกเดทกันที่ใต้ต้นซากุระ แต่เส้นทางความรักของทั้งคู่ก็ติดขัด เมื่อ อาคิโกะ นักแสดงสาวอดีตคู่ควงของริว มาหามายูมิที่โรงพยาบาล ประกาศว่าเธอเป็นคู่รักของริว ทำให้มายูมิเสียใจและตัดรอนริว เมื่อริวรู้จึงยื่นคำขาดไม่ให้ อาคิโกะมายุ่งเกี่ยวกับเขาและมายูมิอีก แต่มายูมิก็ฝังใจว่าริวปันใจให้คนอื่น เธอจึงออกเดทกับยูจิ ซึ่งเรื่องนี้เองที่ทำให้ริวโกรธมายูมิมากที่ทำให้เขาเสียหน้าและคิดว่ามายูมิคงมีอะไรกับยูจิแล้ว ริววางแผนหักหาญน้ำใจมายูมิพาเข้าไปอยู่ในบ้าน อย่างไม่สนใจว่ามายูมิจะรู้สึกยังไงแค่ไหน เขาต้องการแสดงความเป็นเจ้าของเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเธอคือผู้หญิงของเขาคนเดียวเท่านั้น เขาก็ไม่ปล่อยมายูมิกลับบ้านอีกเลย ริวบังคับให้มายูมิมาอยู่กับเขาที่บ้านด้วยการเอาเรื่องครอบครัวเธอมาขู่ นับแต่นั้นมายูมิกับริวก็ได้อยู่ห้องเดียวกัน ริวยังยอมให้เธอไปทำงานที่โรงพยาบาลแต่เขาจะต้องเป็นคนไปรับส่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน ปัญหาระหว่างผู้มีอิทธิพล ปัญหาศึกระหว่างสองตระกูล โอนิซึกะ และ มิซาว่า ที่คิดว่าจบสิ้นไปแล้วก็กลับคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ ทาคาโอะ ลูกชายที่เกิดจากริกิ ตั้งตนขึ้นเป็นโอะยะบุน (นายใหญ่) คนใหม่ วางแผนร่วมมือกับ มาซารุ ผู้ทรงอิทธิพลที่ต้องการโค่นล้มริวให้ได้ โดยวางแผนให้ ฮารุ มิอุระ เจ้าของไนต์คลับเซเวนซีส์คลับหรูบนถนนราตรีผิดใจกับริวด้วยการป้ายความผิดว่าพวกของริวอยู่เบื้องหลังการตายของคนของฮารุ ริวจึงรีบไปปรับความเข้าใจกับทางฮารุด้วยการพามายูมิไปด้วย แต่กลับกลายว่าเขาถูกลอบทำร้ายอาการสาหัส มายูมิรีบส่งโรงพยาบาลและรู้ใจแล้วว่ารักริวมากแค่ไหนตอนที่กำลังจะสูญเสียเขาไป เธอสัญญากับตัวเองว่าถ้าเขารอดเธอจะแต่งงานกับเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และแล้วริวก็รอดพ้นวิกฤติการผ่าตัดสำเร็จ ส่วนอาคิโกะยังไม่ยอมเลิกรา ขอให้ไทชิลูกน้องคนสนิทของริวพาไปเยี่ยม ยูจิหลอกใช้ให้เธอมาอัดเสียงริวว่าเจ็บจริงหรือแกล้งเพราะริวปฏิเสธการให้ปากคำกับเขา แต่ริวก็ไม่ยอมใจอ่อนกับเธออีกไม่ยอมให้เข้าเยี่ยมเด็ดขาด ส่วนโคจิพยายามสืบหาตัวบงการว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าริว เขาสงสัย มาซารุ กับ ยามาโมโต้ ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในเวลานี้ แท้จริงแล้วยามาโมโต้ต้องการครองเมืองท่าแห่งนี้ด้วยการสั่งให้กำจัดริว เมื่อริวรอดไปได้และไม่ตายยามาโมโต้จึงสั่งให้สังหาร 3 ที่ปรึกษาอาวุโสของริว ทำให้ คาซุมะ เสียชีวิต ส่วน โคจิ กับ มาซาโตะ อาการหนัก ขณะที่ริวออกจากโรงพยาบาลก็ต้องมารับรู้ข่าวร้าย ริวจึงวางแผนให้ศัตรูตายใจว่าพวกเขากำลังเสียขวัญ ตัดสินใจประกาศแต่งงานเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องต่าง ๆ ให้เบาบางลง ยูจิเก็บอาการริษยาริวอย่างมากที่ได้มายูมิไปครอบครอง จึงใช้อาคิโกะให้หลอกริวขึ้นคอนโดเพื่อถ่ายรูปส่งให้ มายูมิเข้าใจผิด มายูมิทำท่าไม่สนใจกับรูปภาพที่ยูจิเอามาให้ดูและไม่ยกเลิกการแต่งงานกับริว หากแต่ในใจเธอคุกรุ่นและเก็บไปถามกับริวโดยตรง เมื่อริวเห็นภาพเขาอธิบายจนมายูมิเข้าใจ ริวภูมิใจที่มายูมิเป็นผู้หญิงที่หนักแน่นและเชื่อใจเขา ริวอยากให้มายูมิหายแคลงใจทุกเรื่อง จึงได้หยิบหีบเอกสารที่ตกทอดหลายชั่วอายุคนมาเปิดดูเอกสารกรรมสิทธิ์แมนชั่นที่ทำธุรกรรมร่วมหุ้นกับ เซโกะ (แพรวดาว) แต่แล้วเขาก็แทบช็อคเมื่อพบจดหมายหลังกล่องไม้ได้ไขความลับที่เก็บไว้นาน นั่นคือบิดาของริวเป็นบุตรบุญธรรม ดังนั้นริวจึงไม่ใช่โอะนิซึกะทางสายเลือด ทำให้เขาสะเทือนใจมากเพราะได้ทำลายความภูมิใจของเขาจนหมดสิ้น ถึงกับต้องการคืนตำแหน่งนายใหญ่ให้กับทายาทที่แท้จริงคือทาเคชิ มายูมิเห็นริวกลุ้มใจจึงปรึกษากับโคจิ ซึ่งทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วย่าของริวหนีตามคนรักไปเพราะไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่ผู้ใหญ่หามาให้ ปู่ทวดของริวโกรธมากจึงประกาศตัดพ่อตัดลูกกับย่าของริว ดังนั้นริวซึ่งมีสายเลือดโอะนิซึกะผ่านทางย่าแต่ที่ไม่ชอบธรรม เพราะย่าของริวถูกตัดออกจากตระกูลไปแล้ว โคจิตัดสินใจโทรหา ทาเคชิ เพื่อให้ช่วยพูดเรื่องนี้กับริวเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ริวโล่งใจที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีสายเลือดโอะนิซึกะจากย่าอยู่ด้วย ต่อมายูจิกับมาซารุ พ่อของเขาใส่ร้ายริวด้วยการเอายาเสพติดใส่เรือของริว และล่อให้ ฮิโระ นายตำรวจมือสะอาด ออกมาฆ่าที่เรือของริว เพื่อป้ายความผิดให้ริวทั้งหมด ริวรู้เรื่องราวผ่านเครื่องโทรศัพท์ดักฟังที่ห้องทาคาโอะคุยกับมาซารุ ทำให้รู้แผนการทั้งหมด ริวรีบเข้าพบฮิโระด้วยการนำการ์ดเชิญแต่งงานบังหน้าเพื่อนำเทปให้เขาฟัง และบอกแผนการทั้งหมดของเขาเพื่อตลบหลังมาซารุ เพื่อให้เขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลเถื่อนครั้งสำคัญ ภายในใจของริวรู้ดีว่าศึกนี้ยิ่งใหญ่ เขาตัดสินใจจัดงานแต่งงานเป็นการภายในกับมายูมิก่อนวันเกิดศึกหนึ่งวัน ทำให้มายูมิแปลกใจแต่เธอก็ได้รับแต่งตั้งเป็นโอะคะมิซัง (นายหญิง) อย่างสมเกียรติ ริวตั้งใจปกปิดทุกอย่างเป็นความลับไม่ให้มายูมิกับโคจิ รู้โดยเฉพาะโคจิที่อายุมากแล้ว ลูกน้องทุกคนจึงดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างเงียบเชียบ จนโคจิและมายูมิผิดสังเกตและเข้าไปค้นโต๊ะทำงานของริวพบกล่องเทป เมื่อเปิดฟังจึงรู้แผนการทั้งหมดของริวที่จะกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลให้สิ้นซาก มายูมิตกใจที่ริวเอาตัวไปเสี่ยงอันตราย เธอกับโคจิจึงออกเดินทางตามหาริว ถึงแม้จะเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องก็ตาม แต่ไม่มีใครห้ามเธอได้ ทุกคนจึงเดินทางตามหาเรือที่ริวต้องไปติดกับตามแผนการที่เขาวางไว้เอง แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ริววางแผนไว้ เมื่อลูกน้องของเขาถูกควบคุมตัว และเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ริวถูกรุมทำร้ายโดยยูจิและทาคาโอะจนบาดเจ็บ มายูมิตามมาช่วยได้ทันและร่วมกันต่อสู้จนช่วยริวออกมาจากการโดนทำร้ายได้ เรือถูกเผาทำให้ทุกคนหนีตายกันอย่างชุลมุน ริวและมายูมิปลอดภัย เหล่าคนร้ายทั้งหมดถูกกวาดล้างเครือข่ายอิทธิพลหมดไปจากเมือง โอะนิซึกะจึงช่วยทางการกำจัดอิทธิพลเถื่อนสร้างความสงบสุขให้กับเมืองได้อีกครั้ง เส้นทางความรักของนักรบแห่งตะวัน ริว กับ มายูมิ หญิงที่เค้ารัก ดูจะไม่ราบรื่น หรือโรยด้วยกลีบดอกซากุระ แต่เค้าและเธอก็เดินฝ่าฝันมันไปได้ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เข้มแข็ง รอยความรักที่เกิดจากความฝันของนักรบแห่งตะวัน ทั้ง ทาเคชิ และ ริว จะเป็นรอยแห่งความรัก และความฝันที่ไม่มีวันลบเลือนในใจของ แพรวดาว และ มายูมิ ตลอดไป ติดตามชม ละครรอยฝันตะวันเดือด ได้ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครรอยฝันตะวันเดือด เริ่มตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2557
คืนเดือนแรมแซมดาวเพียงพราวพร่าง หนึ่งกระจ่างกลางใจให้ใฝ่ฝัน บนทางรักนักรบแห่งตะวัน สว่างดังจันทร์ส่องใจในคืนเพ็ญ ทาเคชิ โอะนิซึกะ ทาเคชิ โอะนิซึกะ ลูกชายคนเล็ก สายเลือดผู้มีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองชิบะ เมืองท่าของประเทศญี่ปุ่น เขาไม่เคยปรารถนาที่จะขึ้นเป็นนายใหญ่ของตระกูล สืบต่อจากผู้เป็นพ่อ เขาต้องการความอิสระเดินทางเที่ยวรอบโลก อยากทำอะไรที่ใจตัวเองอยากทำ ไม่ต้องมีใครคอยมาคุ้มครองป้องกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นไปไม่ได้... ชีวิตของทาเคชิถูกกำหนดให้ต้องรับรู้เรื่องราวการจัดการกับคู่แข่งทางธุรกิจ รวมถึงอันธพาลที่คอยรังแกชาวเมือง ตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาจึงเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย บางครั้งก็เย็นชา เพราะความอึดอัดที่ชีวิตถูกตีกรอบให้เดินเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูล แต่แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาให้กลับมีชีวิตชีวา มีรอยยิ้ม มีแววตาที่สดใส สาวน้อยคนนั้นคือ แพรวดาว หรือ เซโกะ หญิงไทยที่ได้รับทุนมาศึกษาต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา ทาเคชิได้แต่เฝ้าติดตามคอยมองเธออยู่ห่างๆ โดยไม่อาจแสดงตัวได้ เพราะเขามีพันธะอยู่กับไอโกะ ลูกสาวของริกิเพื่อนรักของพ่อ ซึ่งเป็นตระกูลผู้มีอิทธิพลอีกกลุ่มหนึ่ง โดยพ่อของเขาหมั้นหมายให้ตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุผลในการสร้างพันธมิตรและร่วมมือกันด้านธุรกิจ แต่ทาเคชิไม่เคยชอบหรือรักไอโกะแม้แต่นิดเดียว เพราะอุปนิสัยเอาแต่ใจ และจิตใจหยาบกระด้างของไอโกะ ทาเคชิพยายามหักห้ามใจไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแพรวดาว เพราะเกรงว่าแพรวดาวอาจเป็นอันตรายจากความขี้หึงของไอโกะ แต่เขาก็ทนเสียงหัวใจเรียกร้องไม่ไหว ทาเคชิแอบไปดักรอและตามแพรวดาวไปถึงบ้าน ส่งจดหมายบอกความในใจให้แพรวดาวรับรู้ แต่แพรวดาวกลับหวาดกลัวทาเคชิตั้งแต่รู้ว่าเขาคือลูกชายของกลุ่มผู้มีอิทธิพลของเมือง เธอหลอกทาเคชิว่ามีแฟนอยู่ที่เมืองไทยแล้ว ทำให้ทาเคชิเศร้าเสียใจที่ถูกตัดรอนความสัมพันธ์ เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อครอบครัวของทาเคชิถูกลอบทำร้ายจนทำให้ พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ เสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงทาเคชิกับริวเท่านั้นที่จะเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งนายใหญ่ลำดับต่อไป ทาเคชิเศร้าเสียใจกับการสูญเสียครอบครัวมาก เมื่อแพรวดาวปรากฏตัวในงานศพ ทำให้แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตเขาปรากฏขึ้น ทาเคชิแอบนัดพบแพรวดาวตามลำพัง แพรวดาวให้กำลังใจทาเคชิด้วยความสงสารและเป็นห่วง ทำให้ทาเคชิเข้มแข็งขึ้น ซึ่งดูเหมือนความรักของคนทั้งคู่ถักทอสายใยจนยากที่จะมีอะไรขวางกั้นได้แล้ว แต่ทั้งสองกลับตัดสินใจว่าจะพบกันครั้งสุดท้ายเพราะทาเคชิมีภาระสืบต่อตำแหน่งนายใหญ่ของตระกูล และแพรวดาวก็ไม่อยากทำผิดต่อไอโกะ ว่าที่คู่หมั้นของทาเคชิ ทั้งสองบอกรักและบอกลากันทั้งน้ำตา ด้วยหัวใจที่ปวดร้าวทรมาน ทาเคชิกับริวออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาดูแลกิจการของครอบครัวที่มีมากมาย วันหนึ่งไอโกะรู้เรื่องความรักระหว่างแพรวดาวกับทาเคชิ จึงเข้าไปสาดน้ำชาร้อนๆ ใส่หน้าด้วยความหึงหวง ทาเคชิเข้าไปปกป้องแพรวดาว และรีบพาแพรวดาวไปโรงพยาบาล สร้างความเจ็บแค้นใจให้ไอโกะเป็นอย่างมาก ทาเคชิกลัวไอโกะจะย้อนกลับมาทำร้ายแพรวดาวอีก จึงมอบสร้อยจี้หยกสลักชื่อประจำตระกูล โอะนิซึกะให้กับแพรวดาว เพื่อสื่อให้รู้ว่าแพรวดาวเป็นผู้หญิงของเขา เธอจะได้ปลอดภัยเพราะไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอ แม้แพรวดาวจะไม่อยากรับไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจค้านคำขอร้องของทาเคชิได้ ไอโกะไปหาเคนอิจิเพื่อให้ช่วยจับตัวแพรวดาว หวังทำลายแพรวดาวให้หายแค้น แต่เคนอิจิขอค่าตอบแทนเป็นร่างกายไอโกะ เมื่อไอโกะไม่ยอม เคนอิจิใช้กำลังขืนใจไอโกะ ไอโกะแค้นใจแต่เพื่อทำร้ายแพรวดาว ก็ยอมแลกทุกอย่าง... ทาเคชิมอบหมายให้ ทาโร่ ลูกน้องฝีมือดี คอยอารักขาแพรวดาวอยู่ห่างๆ แต่ก็พลาด... ทำให้คนของเคนอิจิจับตัวแพรวดาวไปได้ เคนอิจิคิดจะปล้ำแพรวดาว แต่เมื่อเห็นจี้หยกประจำตระกูลโอะนิซึกะ เขาก็เปลี่ยนใจ ส่งจี้หยกไปให้ทาเคชิ สั่งให้มาพบเขาคนเดียวเพื่อแลกตัวแพรวดาว ทาเคชิเดือดดาลที่เคนอิจิจับตัวแพรวดาวไป เขาบุกมาเจอเคนอิจิตามลำพัง เขาเจ็บปวดมากเมื่อเห็นสภาพแพรวดาวอยู่ในเงื้อมมือเคนอิจิ แพรวดาวซาบซึ้งเพราะไม่คิดว่าทาเคชิจะยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยเธอด้วยตัวเอง ทาเคชิต่อสู้กับเคนอิจิจนสามารถชิงตัวแพรวดาวกลับออกมาได้ ทาเคชิพาแพรวดาวมาอยู่บ้านโอะนิซึกะ และแต่งตั้งให้แพรวดาวเป็นอะเนะซัง(ภรรยารอง) ต่อหน้าทุกคน แม้โคจิจะคัดค้านเพราะกลัวจะทำให้ริกิกับไอโกะไม่พอใจ แต่ทาเคชิยืนยันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง แพรวดาวปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่งอะเนะซัง เพราะไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ ที่ทำผิดธรรมเนียมประเพณีไทย และเส้นทางชีวิตของเธอกับเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทาเคชิอ้างว่าทำเพื่อความปลอดภัยของแพรวดาว ขอให้แพรวดาวอยู่กับเขาจนกว่าจะเรียนจบจนกลับประเทศไทยในอีกหนึ่งปี เพื่อไปหาคนรักที่เมืองไทยของเธอ แพรวดาวรู้สึกผิดที่หลอกทาเคชิว่ามีคนรักแล้ว แต่ยังไม่กล้าบอกความจริงกับเขา ทาเคชิสัญญาจะไม่แตะต้องตัวแพรวดาวตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำให้แพรวดาวจำยอมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทาเคชิแต่งตั้งให้ทาโร่รับส่งแพรวดาวไปมหาวิทยาลัยทุกวัน และคอยดูแลแพรวดาวตลอดเวลา...ความใกล้ชิดนี่เอง ทำให้ทาโร่ได้สัมผัสถึงความน่ารัก สดใสของแพรวดาว จนแอบเผลอใจให้หญิงอันเป็นที่รักของเจ้านายอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่ความใกล้ชิดของทาเคชิกับแพรวดาว ก็ก่อตัวเป็นความรักที่เพิ่มมากขึ้น แม้ทั้งคู่จะรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งปีที่แพรวดาวเรียนจบ เธอจะต้องจากไป ทาเคชิและแพรวดาวก็พยายามเก็บเกี่ยวความสุขที่มีกันและกันไว้ในปัจจุบันไว้ให้ได้มากที่สุด แต่แล้ววันหนึ่งทาเคชิถูกลอบทำร้าย แพรวดาวช็อกและตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอเริ่มตระหนักว่าตัวเองรักผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน ซาโตชิ พี่ชายของไอโกะเป็นคนสั่งทำร้ายทาเคชิเพราะเจ็บแค้นแทน ริกิรู้เรื่องจึงต่อว่าและหาทางให้ไอโกะได้เฝ้าไข้ทาเคชิแทนแพรวดาว ไอโกะรู้ความจริงจากปากทาเคชิว่าเขากำลังตัดใจจากแพรวดาวแล้ว ถ้าเคนอิจิไม่จับตัวแพรวดาวไปเสียก่อน ไอโกะร้องไห้ที่ทุกอย่างผิดคาด จนเธอเสียตัวให้เคนอิจิและทำให้แพรวดาวได้ใกล้ชิดทาเคชิมากกว่าเดิม ไอโกะแค้นที่ถูกเคนอิจิหลอกใช้ ไปตบหน้าเคนอิจิถึงบ้าน เคนอิจิจึงซ้อมและข่มขืนไอโกะ ริกิเห็นบาดแผลของไอโกะคิดว่าทาเคชิทำร้ายจะไปเอาเรื่อง ไอโกะจึงยอมเล่าเรื่องที่ถูกเคนอิจิซ้อมและข่มขืน ริกิเข่าอ่อนช็อกมาก! แต่ก็คิดหลอกใช้งานเคนอิจิต่อไป...

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ชื่อ นางสาว ณัฐสุดา ปัตภี ชื่อเล่น น้องหลินจู เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือน พฤษภาคม พ.ศ 2542 อาศัยอยู่บ้านโคกเทียม ต.โนนสมบูรณ์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธาณี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถานที่ศึกษา โรงเรียนบ้านโคกเทียม น้ำหนัก 47 กก. ส่วนสูง 162 ซม. สิ่งที่ชอบ การทำงาน , ฟังเพลง , อ่านหนังสือ วิชาที่ชอบ วิชาคณิตศาสตร์ , วิทยาศาสตร์ , ภาษาอังกฤษ คติประจำใจ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

= โปรเสริมดีแทค, โปรเสริมแฮปปี้ดีแทค, วิธีสมัครโปรเสริมอินเทอร์เน็ต, โปรเสริมอินเทอร์เน็ต 3G
เบอร์ดีมีมงคล, ความหมายเลขศาสตร์เบอร์มือถือ, เบอร์มือถือเสริมดวงโชคชะตา, เบอร์มือถือเสริมการงานการเรียน, เบอร์มือถือเสริมดวงความรักโปรเสริมเอไอเอส, โปรเสริมวันทูคอล, สมัครโปรเล่นเน็ต 3G, กดสมัครโปรเสริมเล่นอินเทอร์เน็ต, โปรเสริม Facebook, โปรเสริมเล่น Line

ปฏิทินงาน

Popular Posts

Recent Posts

Text Widget